เรื่องย่อหนังดันเคิร์ก หนัง Dunkirk หรือชื่อไทยว่า ดันเคิร์ก ภาพยนตร์เรื่อง “Dunkirk” เปิดตัวด้วยฉากที่ชาวอังกฤษและเหล่าพันธมิตรนับแสนคน ถูกกองกำลังศัตรูรายล้อมอยู่รอบตัว พวกเขาติดกับอยู่บนชายหาด เบื้องหลังคือท้องทะเล และต้องเผชิญหน้ากับ สถานการณ์ที่เป็นไปไม่ได้ เมื่อศัตรูเข้ามาประชิดตัว ทีมนักแสดงชื่อดังในภาพยนตร์เรื่อง “Dunkirk” ได้แก่ ทอม ฮาร์ดี้ (The Revenant, Mad Max: Fury Road, Inception), มาร์ค ไรแลนซ์ (Bridge of Spies, Wolf Hall), เคนเนธ บรานอห์ (My Week with Marilyn, Hamlet, Henry V) และซิลเลียน เมอร์ฟี่ (Inception, ภาพยนตร์ไตรภาค The Dark Knight) รวมถึงนักแสดงหน้าใหม่ เฟียน ไวท์เฮด ทีมนักแสดงที่เหลือ ได้แก่ อนูริน บาร์นาร์ด, แฮร์รี่ สไตล์ส, เจมส์ ดี’อาร์ซี่, แจ็ค ลอว์เดน, แบร์รี่ คีโอแกน และ ทอม กลินน์-คาร์นีย์

รีวิวหนัง Dunkirk - ดันเคิร์ก ประวัติศาสตร์ของสงครามโลกครั้งที่ 2

ผลงานล่าสุดจากผู้กำกับที่ดังที่สุดในยุคนี้คนนึง ซึ่งมีมาตรฐานที่สูงมากในการทำหนัง และสำหรับเรื่องนี้ก็ยังอุดมไปด้วยความน่าสนใจเช่นเคย กับการหยิบยกส่วนหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ของสงครามโลกครั้งที่ 2 มาเล่า ทหารอังกฤษกว่า 4 แสนนายต้องติดอยู่ที่แหลมดันเคิร์ก และต้องเผชิญหน้ากับการโจมตีจากข้าศึก ทั้งที่ไล่ต้อนบนบกและโจมตีบนอากาศ ซึ่งจากที่ดูคร่าว ๆ นี่แทบหรือเป็นหนังเรื่องแรกของน้าโนแลนเลย ที่ไม่ได้เล่นกับพลอตที่ซับซ้อนอะไรมาก แต่ทว่ามาเล่นกับการเล่าแบบสับเส้นเวลาไปมา ซึ่งก็ทำให้หนังดูมีอะไรมากขึ้นทีเดียว

อย่างที่ทราบกันดี ดันเคิร์ก เล่าผ่านสามมุมมอง และสามเวลา หมายถึงแต่ละเหตุการณ์ใช้เวลาไม่เท่ากัน ซึ่งท้ายที่สุดแล้วก็จะมาบรรจบรวมกัน ซึ่งตรงจุดนี้ผมชอบในเทคนิคของการตัดต่อและถ่ายทำมาก มันทำให้หนังดูเดือดและน่าสนใจตลอดเวลา แต่การบิวท์ด้วยเสียงดนตรีประกอบที่มากเกินไป และการที่หนังให้อารมณ์เดียวตลอดทั้งเรื่อง มันเหมือนจะดีแต่ก็เป็นดาบสองคมเหมือนกัน เพราะกลับกลายเป็นว่ากราฟมันสูงจริง แต่ก็ตรงเป็นเส้นเดียวไปตลอด ไม่กลมกล่อมเท่าที่ควรจะเป็น ตอนที่ผมดูรอบแรกสุด ผมเฉยๆ กับหนังเรื่องนี้มาก รู้สึกไม่อินเลย แต่พอได้ดูอีกรอบนึงก็มีหลายอย่างที่ตกตระกอนมากขึ้น และรู้สึกชอบหนังมากขึ้น อย่างแรกเลยคือนี่ไม่ใช่หนังสงคราม แต่มันเป็นหนังเอาชีวิตรอด (โทนส่วนใหญ่เล่าถึงการหาทางกลับบ้านของทหาร) และไม่ใช่หนังที่บีบคั้นอารมณ์มากเกินไป ในที่นี้หมายถึงไม่ฟูมฟายดราม่า แต่บีบคั้นให้เราลุ้นเอาใจช่วยกับตัวละครที่ไม่ได้ผูกพัน หรือไม่ได้รู้จักดีเท่าไหร่ รู้จักแต่แฮร์รี่ ฮ่า อย่างที่สองผมชอบในพาร์ทของการตีความ “วีรบุรุษสงคราม” ในหนังเรื่องดันเคิร์กมาก เพราะมันให้เราเห็นถึงคนที่แค่มีใจอยากช่วย กับคนที่สร้างวีรกรรมบางอย่างจริง ๆ ทุกคนเป็นวีรบุรุษได้

แม้ว่าผมจะไม่ได้ถึงกับหลงใหลในดันเคิร์กมากนัก เพราะชอบงานของโนแลนแบบที่ล้ำ ๆ กว่านี้มากกว่า แต่ก็อดบอกไม่ได้ว่า นี่เป็นหนังอีกเรื่องที่อุดมไปด้วยคุณภาพ
โดยเฉพาะในงานด้านโปรดักชั่นที่มีลุ้นไปถึงออสการ์สาขาเทคนิคต่าง ๆ เด่นมาก และชูหนังให้ดูน่าสนใจสุด ๆ ผมได้รับชมหนังเรื่องนี้ในระบบ IMAX 70 มม
ซึ่งต้องบอกว่ามันทำให้เราเห็นซีนดี ๆ หลายต่อหลายซีน ซึ่งผกก. ตั้งใจถ่ายออกมาเพื่อให้ชมในฟอร์แมตพิเศษนี้ และมันงดงามมาก ถึงภาพรวมผมจะเฉย ๆ กับหนัง
แต่ก็ยังอยากให้หลายคนได้ดูกัน เพราะขึ้นชื่อว่าโนแลน ก็เป็นอะไรที่ต้องมีประเด็นให้พูดถึงหลังหนังจบ และเป็นอะไรที่พลาดไม่ได้อยู่แล้ว จริงไหมครับ?

ทุกการกลับมาของหนึ่งในผู้กำกับฮอลลีวู้ดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งแห่งยุคอย่าง คริสโตเฟอร์ โนแลน เป็นที่น่าจับตาอยู่เสมอ ค่าที่ผลงานในอดีตได้ฝากชื่อของเขาจารึกในโลกภาพยนตร์อย่างเกรียงไกร และสร้างแรงกระเพื่อมมหึมาทุกครั้งที่หนังของ คริสโตเฟอร์ โนแลน เข้าสู่โรงภาพยนตร์ หลังจาก Interstellar ภาพยนตร์ไซไฟหนักดราม่า ที่สร้างความฮือฮาน้ำตาแตกเมื่อสามปีที่แล้ว โนแลนกลับมาด้วยหนังสงครามพล็อตเรียบน้อยแต่สุดหนักแน่นอย่าง Dunkirk ที่อาจเรียกได้ว่าเป็นผลงานท็อปฟอร์มลำดับต้นๆ เรื่องหนึ่งในอาชีพของเขาเลยก็ว่าได้

หนังสร้างเรื่องอ้างอิงมาจากประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่สอง เหตุการณ์ที่กองกำลังทหารของสหราชอาณาจักรและฝรั่งเศส ถูกกองทัพนาซีเยอรมันล้อมทางไว้หมดทางหนีทีไล่
ได้แต่ยืนเป็นเป้านิ่งให้เครื่องบินของเยอรมันทิ้งระเบิดปูพรมใส่อย่างสิ้นหวังเพราะเรือที่จะพาอพยพกลับบ้านเองนั้น ก็ถูกศัตรูจมลำแล้วลำเล่า โนแลนเลือกเล่าเรื่องผ่านบุคคลหลายๆ
ฝ่ายที่มีส่วนในการปฏิบัติภารกิจอพยพพาทหารสหราชอาณาจักรทั้งหมดกลับบ้าน ไม่ว่าจะเป็นตัวนายทหารที่ต้องเอาชีวิตตัวเองกับเพื่อนทหารให้รอด ทหารอากาศที่ต้องกวดเครื่องบิน
รบไล่ทำลายเครื่องบินของเยอรมันที่คอยจะทิ้งระเบิดใส่ทหารฝ่ายตนที่อยู่เบื้องล่าง ไปจนถึงพลเรือนที่ได้รับคำสั่งให้นำเรือส่วนตัวไปช่วยรับเหล่าทหารที่สู้เพื่อประเทศชาติฝ่ายตนกลับมาสู่
“บ้าน” ของพวกเขา

โนแลนเล่าเรื่องได้อย่างยอดเยี่ยม พล็อตเพียงบางเบาที่ตัดสลับการเล่าเรื่องไปมาผ่านมุมมองของตัวละครหลายตัวรับและส่งกันได้อย่างลงตัว ความหนักแน่นของการออกแบบจังหวะการเล่าเรื่อง
ได้รับการสนับสนุนด้วยสกอร์สุดทรงพลังจากคอมโพสเซอร์ตัวพ่อแห่งวงการอย่าง ฮานส์ ซิมเมอร์ ทำให้ตลอดความยาวเกือบสองชั่วโมงของหนังที่แทบจะเน้นเส้นพล็อตเรื่องน้อยมากๆ กลับไม่มี
ช่วงจังหวะน่าเบื่อให้รู้สึกเลย แต่ความสุดยอดทรงพลังของภาพและเสียงที่สมจริง สะกดจิตให้รู้สึกราวกับว่าเราคนดูได้ไปอยู่ในสมรภูมิสงคราม และหนีเอาชีวิตรอดไปพร้อมๆ กับตัวละครเลยทีเดียว

อีกสิ่งที่น่าสนใจและถือเป็นซิกเนเจอร์ของโนแลน คือการดีไซน์ซีนที่เป็นภาพจำระดับขึ้นหิ้ง แสดงให้เห็นถึงความเด็ดขาดทางวิชวลภาพยนตร์ชั้นครู ก็ปรากฏให้เห็นอยู่หลายต่อหลายครั้งในหนังเรื่องนี้
โดยเฉพาะฉากโชว์ออฟของ ทอม ฮาร์ดี้ ในช่วงท้ายเรื่องที่โคตรเท่และเหนือชั้นเอามากๆ จนไม่น่าแปลกใจว่าทำไมโนแลนถึงเป็นผู้กำกับที่คอหนังสมัยนี้กราบกรานบูชากันนัก แม้ประเด็นแมสเสจที่หนัง
จะสื่อยังมีฟีดแบ็กที่แตกเป็นสองทางอยู่บ้าง แต่ความเก่งกาจในการเล่าเรื่องด้วยจังหวะและวิชวลเฉพาะตัวที่โดดเด่น เป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่านี่ คือผู้กำกับแถวหน้าแห่งยุคของฮอลลีวู้ดอย่างแท้จริงที่มา

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *