I Am All Girls Movie Review: A character-driven thriller that tackles some  difficult subject matter- Cinema express

I Am All Girls ภาพยนต์สัญชาติแอฟริกาใต้ จาก Netflix เรื่องราวของนายตำรวจหญิง ที่สืบสวนเรื่องราวการค้ามนุษย์ แต่ดันมีฆาตกรปริศนา ที่กำลังไล่ฆ่าและทำลายแก๊งค์ค้ามนุษย์นี้เหมือนกัน ทำให้เธอต้องตามสืบให้ได้ว่าฆาตกรคนนี้คือใคร พร้อมกับตามหาให้ได้ว่าใครที่ทำการค้ามนุษย์บ้าง

ไม่บ่อยนักที่จะได้เห็นภาพยนต์จากแอฟริกาใต้แท้ๆ ออกมาให้ได้ชมกัน ทำให้มันนำเสนอเรื่องราว มุมมองต่างๆ ของแอฟริกาใต้ที่แม้มันจะไม่ได้มีกลิ่นอายของความเป็นแอฟริกาอยู่มาก เพราะเรื่องราวจะโฟกัสไปที่ปัญหาเรื่องการค้ามนุษย์ แต่มันก็ช่วยเสริม เพิ่มอรรถรส และเพิ่มมุมมองใหม่ๆ ต่อแอฟริกาให้กับผู้ชมได้เป็นอย่างดี

โจดี้ ตำรวจสาวที่พยายามสืบหาเรื่องราวเกี่ยวกับองค์กรค้ามนุษย์ ที่แฝงตัวอยู่ในกลุ่มคนมีอำนาจ ทั้งอดีตนักการเมือง คนใหญ่คนโต ซึ่งเธอก็พยายามสืบหาแต่ก็คว้าน้ำเหลวด้วยอะไรหลายๆ อย่าง จนทำให้ทีมปฏิบัติการและหัวหน้าของเธอไม่พอใจ และไม่ได้งบจนทำคดีต่อได้ ในขณะเดียวกันนั้นเองก็ได้มีเหตุฆาตกรรมแปลกๆ ขึ้น ผู้ตายถูกฆ่าและถูกกรีด สลักตัวอักษรย่อบางอย่างเอาไว้ ทำให้โจดี้ จึงต้องถูกย้ายมาทำคดีฆาตกรรมนี้แทน

เมื่อยิ่งสืบลงไปก็พบว่า ตัวผู้ตาย มีความเกี่ยวข้องกับการค้าประเวณีเด็ก ขืนใจหลานแท้ๆ ของตัวเอง และนี่ไม่ใช่ศพแรก อีกไม่นานต่อมา ก็ได้มีการฆาตกรรมลักษณะคล้ายๆ กัน เหมือนฆาตกรต้องการสื่อถึงบางอย่าง ซึ่งมันเกี่ยวข้องกับองค์กรค้ามนุษย์ หัวใจหลักของเรื่องนี้ โจดี้ต้องตามหาให้ได้ว่าฆาตกรคือใคร ต้องการอะไรกันแน่

นี่เป็นหนังสืบสวน อาชญากรรมของแอฟริกา ที่ดูแปลกมาก เพราะตัวเอกก็คือคนขาว และตัวละครอื่นๆ ในเรื่องก็มีแต่คนผิวสีแทบทั้งนั้น และหนังเรื่องนี้ สร้างโดยได้รับแรงบัลดาลใจมากจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง เพราะปัญหาการค้ามนุษย์ในประเทศเขามันหนักมาก ใน 1 ปี มีคนถูกจับไปขายราวๆ 5 แสนถึง 7 แสนคนต่อปี และช่วยกลับมาได้ไม่ถึง 1% มันเลยเป็นหนังที่ต้องการจะสื่อ สะท้อน ปัญหาตรงนี้ และอุทิศให้กับเหล่าหน่วยงานที่ช่วยเหลือสิ่งเหล่านี้อยู่

ในช่วงต้น เราจะได้เห็นโปรดักชั่นของหนังเรื่องนี้ที่ดูแล้วรู้ได้เลยว่ามีทุนสร้างสูงและดี ทั้งฉากแอคชั่นไล่ล่าปฏิบัติการของตำรวจ แม้จะโผล่มาไม่นาน มันก็ชวนดึงให้ผู้ชมรู้สึกอยากดูต่อได้ ทางด้านนักแสดงนอกจากตัวเอกแล้ว ดาราแอฟริกาคนอื่นๆ ก็แสดงได้ค่อนข้างดี ตัวละครในเรื่องพูดสำเนียงภาษาอังกฤษเป๊ะมาก ไม่ใช่การพากษ์ทับ แต่บางตัวละครก็อาจจะแสดงดูแล้วแข็งทื่อไปหน่อย แต่ก็ไม่ใช่ส่วนสำคัญ เพราะเรื่องราวจะโฟกัสไปที่ตัวโจดี้ และอีกคนหนึ่งนั่นก็คือ นต็อมบี เจ้าหน้าที่นิติที่มีความสัมพันธ์กับนางเอก รวมไปถึงมีเบื้องหลังบางอย่างที่เราเดาได้ไม่ยาก

ตั้งแต่ต้น การดำเนินเรื่องจะสลับเหตุการณ์ในอดีต เกี่ยวกับชีวิตของเด็กสาวผิวสีคนหนึ่งที่ถูกจับไปขาย ถูกทารุณทางเพศ จนได้ไปทำงานที่สถานบริการแห่งหนึ่ง สลับกับเหตุการรืปัจจุบันที่โจดี้ กำลังตามสืบหาเรื่องราวต่างๆ อยู่ ซึ่งเหตุการณ์ในอดีตมันก็จะเชื่อมถึงปัจุบันเกี่ยวกับเหล่าคนที่ถูกฆาตกรรม เด็กที่เป็นตัวหลักในเหตุการณ์อดีต เราก็เดาได้ไม่ยากว่าเป็นใครในพาร์ทปัจจุบัน และก็เดาได้ไม่ยากด้วยว่าเธอคือตัวละครสำคัญแบบไหนในเรื่องนี้

การดำเนินเรื่องก็จะค่อนข้างเรื่อยๆ มีจังหวะเนือยๆ บ้าง แต่ดูไม่น่าเบื่อเท่าไหร่ เพราะเราจะค่อยๆ รู้จักโจดี้ และความสัมพันธ์ของเธอกับนต็อมบี ที่ดูเหมือนจะเป็นความ LGBT แต่ตัวหนังไม่ได้สื่อมันออกมาตรงๆ เราจะค่อยๆ รับรู้ถึงปัญหาเกี่ยวกับองค์กรค์ค้ามนุษย์ มุมมองเรื่องราวของฝั่งฆาตกรเกี่ยวกับเหล่าคนชั่วพวกนี้ ว่าทำไมเธอถึงตั้งตนเป็นศาลเตี้ยแล้วไล่ฆ่า มันเลยทำให้หนังความยาว 1 ชั่วโมง 40 กว่านาทีนี้ ดูได้เพลินๆ เลย

แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่า การดำเนินเรื่องและการเฉลยจุดพีคของหนัง ทำออกมาได้ไม่ค่อยดีเท่าที่ควร รวมไปถึงตอนท้ายที่มันไม่เมคเซนส์จนชวนอุทานว่าอิหยังวะมากๆ เช่นการเฉลยจุดที่นางเอก รู้ว่าใครคือฆาตกรที่ตามล่าพวกค้ามนุษย์ มันกลายเป็นฉากที่ตัดสลับแล้วเร่งให้มันข้ามไปไวๆ ดูผ่านแว้บๆ ซะงั้น ทั้งๆ ที่มันคือจุดเฉลย จุดที่ทำให้คนดูเข้าใจ แต่พอมันตัดมาไวๆ แบบนี้มันเลยดูเหมือนไม่สำคัญ แถมยังทำให้คนดูงงอีกด้วยว่า เฮ้ย นางเอกรู้แล้วเหรอว่าคนนี้คือฆาตกรที่กำลังตามหา ขนาดที่ว่าตั้งใจดู ตามติดทุกช็อต ยังชวนให้งง

รีวิว I Am All Girls (Netflix) สืบสวนหาฆาตกรล้างบางองค์กรค้ามนุษย์ 4หรือในตอนท้าย การกระทำของตัวละครบางตัวก็ไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ในเรื่อง ตัวละครเดียวกันก็ทำท่าทีเหมือนไม่พอใจ และตัดสินใจที่ค่อนข้างสมกับคาแรคเตอร์ของเขา พอในตอนท้าย จู่ๆ ก็เกิดโง่ขึ้นมาดื้อๆซะงั้น แต่มันก็ทำให้เรื่องมันดำเนินต่อได้ ซึ่งมันก็ไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้น หาวิธีเล่าให้มันสมูทกว่านี้น่าจะดีหน่อย เหมือนมันตัดฉับ แล้วคนดูปรับอารมณ์ไม่ทัน มันเลยทำให้ฉากอารมณ์ในตอนท้ายที่ควรจะอิน ไม่ทำให้อินเลย

หรือเรื่องราวความสัมพันธ์ของโจดี้กับนต็อมบี ที่มันน่าจะเป็นจุดพีค จุดที่ทำให้คนดูอิน ไปจนถึงจุดไคล์แมกซ์ของเรื่องที่จะเฉลยทุกอย่าง แต่การเล่าเรื่องและการนำเสนอมันกลับคลุมเครือ ไม่บอกตรงๆ ถ้าคนดูทั่วไปก็อาจจะคิดว่าสองคนนี้เป็นเพื่อนกัน แต่เมื่อมองลงไปลึกๆ แบบ ลึกมากๆ เราก็จะรับรู้ได้ว่าสองคนนี้มีใจให้กัน แต่ทำไมมันถึงไม่เล่าออกมาตรงๆ และเก็บไว้ซะลึก กว่าจะทำให้คนดูอิน ก็กลายเป็นไม่อิน เพราะหนังจบไปก่อนแล้ว

ในด้านการสืบคดีต่างๆ ก็ทำได้ตามมาตรฐานทั่วไปที่ค่อนข้างดี มีจุดชวนลุ้น แต่ไม่มีจุดหักมุมอะไร เรื่องราวไม่ซับซ้อนซ่อนเงื่อน แค่อาจจะมีความน่าสลดใจเกี่ยวกับการค้าประเวณีเด็ก ซึ่งมันเป็นพอยต์หลักของเรื่อง รวมไปถึงการนำเสนอมุมต่างๆ ของแอฟริกาใต้ กับฉากหลังคือเมืองโยฮันเนสเบิร์กที่ทันสมัย ลบภาพแอฟริกาที่ล้าหลังไปได้เลย เผลอๆ จะดูทันสมัยกว่ากรุงเทพบ้านเราด้วยซ้ำ ซึ่งตรงนี้ก็ทำได้ดี อ่านต่อได้ที่

 

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *