Dora and the Lost City of Gold

 

Dora and the Lost City of Gold – ดอร่า ​และเมืองทองคำที่สาบสูญ ในภาคนี้ ดอร่าจะเติบโตเป็นวัยรุ่น สาววัยราวเด็กนักเรียน High School ไม่ได้เป็นหนูน้อยดอร่าแบบในการ์ตูน อีกแล้ว โดยเธอเติมโตขึ้นมาในป่าที่อาศัยอยู่กับพ่อและแม่ที่เป็นนักสำรวจ จนมาวันหนึ่งดอร่าได้ไปพบเบาะแสของที่ตั้งของ Parapata นครที่สาปสูญที่เชื่อว่ามีทองคำมากกว่าเอาทองคำทั้งโลกมารวมกัน

แต่ด้วยความที่ ดอร่า ยังเป็นเด็กและไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของตัวเองชอบทำอะไรเสี่ยงๆ อยู่บ่อยๆ ทำให้ทั้งพ่อและแม่ส่งเธอเข้าเมืองไปอยู่กับญาติระหว่างที่พวกเขาไปตามหา Parapata เพื่อความปลอดภัยและเรียนรู้ชีวิตในเมืองที่เธอไม่เคยรู้จัก

พอมาอยู่ในเมืองด้วยความไม่เหมือนใครของ ดอร่า จึงถูกสายตารังเกียจ แต่ด้วยความที่เธอเป็นคนมองโลกในแง่ดีเธอก็ไม่สนใจกับมัน จนอยู่มาวันหนึ่งพอ่และแม่ได้ขาดการติดต่อกับเธอไป และระหว่างที่เธอไปทัศนศึกษาที่พิพิธภัณฑ์เธอและเพื่อนก็ได้กลุ่มนักล่าสมบัติจับตัวมาเพราะเธอเป็นคนเดียวที่จะหาพอและแม่ของเธอพบ

 

แต่โชคร้ายที่เพื่อนๆ ของเธอก็โนจับมาด้วยเช่นกัน แต่ดอร่าและเพื่อนก็ได้ ชายลึกลับผู้อ้างตัวว่าเป็นเพื่อนของพ่อช่วยเอาไว้ ภารกิจตามหาพ่อกับแม่ และ นครที่สาปสูญ Parapata ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว เรื่องราวต่อจากนี้จะเป็นเช่นไรคุณต้องเข้าไปดูเอง

ดอร่า​และเมืองทองคำที่สาบสูญ เป็นภาพยนตร์แนวผจญภัยในป่าล่าสมบัติที่มีกลิ่นอาย Indiana Jones และส่วนประกอบที่หนังแนวนี้ควรมีอย่างครบถ้วนไม่ว่าจะเป็นทั้ง การตามหาโบราณสถาน การไขปริศนา เอาชีวิตรอดจากกับดักสังหาร และตัวรายที่ต้องการสมบัติเพื่อความร่ำรวย แต่ทั้งหมดนี้อาจไม่ได้จริงจังเหมือนหนังเรื่องอื่นเพราะสร้างมาจากการ์ตูนเด็ก

และสิ่งที่น่าจะถูกใจแฟนของน้องดอร่าเวอร์ชั่นการ์ตูนอยู่ไม่น้อย เพราะว่าในเรื่องราวภาพยนตร์ก็ยังคงกิมมิคในการ์ตูนหลายๆอย่างที่ทำเอาแฟนๆ อดขำ และหัวเราะของความน่ารักของ ดอร่า ไปไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการร้องเพลง การหันมาพูดกับผู้ชม และยังมีดอร่าเวอร์ชั่นการ์ตูนโผล่มาในเรื่องเซอร์ไพรส์แฟนอีกด้วยๆ

จากแอนิเมชั่นซีรีส์ของนิคเคลโลเดียน ช่องยอดฮิตของคุณหนูๆในทวีปแถบอเมริกา Dora the Explorer เป็นเรื่องราวของสาวน้อยดอร่าที่รักการผจญภัยไปกับเพื่อนลิงจ๋อแสนรู้ โดยระหว่างการผจญภัย ซีรีส์ก็จะแวะสอนน้องๆหนูๆให้รู้จักคำศัพท์ภาษาสเปนผ่านหน้าจอโทรทัศน์ (ด้วยมุมกล้องที่ให้ดอร่าหันมาหาคนดูแบบตรงๆ เหมือนเธอกำลังพูดอยู่กับคนดูนั่นเอง) โดยแนวคิดที่ซีรีส์นี้มอบให้คือการให้น้องๆหนูๆรู้จักแก้ไขสถานการณ์ มีไหวพริบ กล้าแสดงออก เป็นต้น

 

เมื่อดัดแปลงมาเป็นภาพยนตร์ขนาดยาว ถ้าหากไม่มีการปรับเปลี่ยนสิ่งใดๆจากซีรีส์ Dora the Explorer หนังก็คงจะเหมาะกับผู้ชมที่อายุไม่เกิน 5 ขวบเท่านั้น แต่สำหรับ หนัง คือหนังที่เหมาะสำหรับผู้ชมทั้งครอบครัวจริงๆ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อช่วงต้นเรื่องสมัยที่ดอร่ายังเป็นเด็ก หนังเลือกวิธีการแบบเดียวกับในซีรีส์ นั่นคือให้ตัวละครดอร่าหันมาคุยกับผู้ชม

 

และทำให้ตัวละครพ่อแม่อย่างเอเลนา (อีวา ลองโกเรีย) แม่ผู้เป็นนักสัตววิทยาและโคล (ไมเคิล พีน่า) พ่อผู้เป็นนักโบราณคดี ถึงกับทำหน้างงว่าดอร่ากำลังทำอะไรอยู่ (ซึ่งเป็นการยั่วล้อกับเวอร์ชั่นการ์ตูน ว่ามันเป็นการนำเสนอที่พิลึก เมื่อมาอยู่ในหนังคนแสดง) แถมเอเลนายังคุยกับพ่ออีกว่า “เดี๋ยวโตขึ้น ก็คงหายเอง” เพื่อเป็นการบอกคนดูในทีว่า เมื่อดอร่ากลายเป็นตัวละครวัยรุ่น หนังก็จะไม่ใช้เทคนิคการสื่อสารกับคนดูแบบนี้แล้วเพราะมันประหลาดเหลือเกิน

สำหรับบ้านเราหลายคนคงเห็น ดอร่าแบบผ่านๆ ตากันไปบ้าง ส่วนใหญ่จะเป็นคลิปไวรัลทางโซเชียลซะมากกว่า คลิปที่มีดอร่าให้คนดูพูดแบคแพ็ค เพื่อเป็นการเปิดกระเป๋า หรือพูดสไวเปอร์เมื่อเห็นโจรที่เป็นสุนัขจิ้งจอก

หนังค่อนข้างเด็กๆ น่าจะไม่ค่อยถูกจริตผู้ใหญ่ แต่เอาเป็นว่าเหมาะกับครอบครัวพ่อแม่ลูก หรือวัยรุ่นที่มาดูกะแฟน ก็โอเครนะ หนังย่อยง่าย สบายอารมณ์

จะมีส่วนน้อยจริงๆ ที่จะเคยดูเวอร์ชั่นแอนิเมชั่นแบบเต็มๆ และรู้ถึงแก่นของเรื่องราวว่าแอนิเมชั่นเรื่องนี้ เปรียบเสมือน แอนิเมชั่นที่ถูกสร้างมาเพื่อสร้างพัฒนาการของเด็กเล็ก เป็นแอนิเมชั่นที่สร้างมาเพื่อให้น้องๆสามารถโต้ตอบกับตัวแอนิเมชั่นได้ สำหรับเด็กโตหรือวัยรุ่นคงไม่ได้สนใจซักเท่าไหร่ และก็ไม่เคยคิดเลยว่าจะได้มีการหยิบเอาเรื่องนี้มาทำเป็น Live Action เพื่อฉายโรง

เนื้อเรื่องในเวอร์ชั่นหนังใหญ่นี้ จะเป็นการเล่าเรื่องในวัยรุ่นของดอร่าที่ต้องย้ายไปเรียนในโรงเรียนในเมือง ซึ่งปกติแล้วเธอมักจะอาศัยและผจญภัย กับพ่อแม่ในป่าต่างๆ ซะมากกว่า ทำให้ดอร่าเองต้องปรับตัวให้เข้ากับชีวิตคนเมืองให้ได้ แถมทั้งยังต้องออกผจญภัยเพื่อตามล่านครทองคำที่สาปสูญอีกด้วย

เอาเข้าจริงแล้วถ้าหลายๆคนทำความเข้าในของสไตล์การเล่าเรื่อง หรือโทนของหนังดอร่ามากก่อนคงจะไม่ได้มีอะไรติดใจ หรือน่าประหลาดใจเท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นคนที่เห็นหน้าหนังว่าเป็นหนังแอคชั่นผจญภัย คงต้องผิดหวังเป็นแน่ เพราะระหว่างดูคงได้แต่คิดรำคาณความซื้อบื้อและเชื้องช้าของตัวละคร ดอร่า อย่างแน่นอน

ไม่เคยดู ไม่เคยรู้จัก และไม่เคยได้ยินชื่อ Dora มาก่อนเลย อาจจะเคยเห็นผ่านๆ ตามโซนของเล่น หรือตามกระเป๋านักเรียนเด็กอนุบาล พึ่งมาเห็นตอนที่มีคนเอามาแชร์กันใน Facebook เยอะๆ เนี่ยแหละ ที่ตะโกน “Back Pack!!!” “Swiper” อะไรทำนองนั้น เลยไปนั่งหาดู เหมือนกับมันเป็นการ์ตูนสำหรับเด็กนั่นแหละ

เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการตามหานครทองคำที่หายไป หรือในอีกชื่อหนึ่ง “พาราพาต้า” ซึ่งในฉบับ Live-Action นี้ ก็ได้หยิบเอาเรื่องราวของ Dora มาทำใหม่ ในรูปแบบที่โตขึ้น! แต่ยังคงความเป็น Dora (ที่เรารู้) อย่างครบถ้วน

เรื่องนี้มีความเป็นหนังเด็กๆ อยู่สูงมาก เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน ไม่รุนแรงเท่าไหร่ และด้วยตัวละคร Dora ก็ทำให้หนังมันดูสดใสและโลกสวยขึ้นไปอีก แต่ด้วยเหตุผลนั้น หนังจึงดำเนินเรื่องแบบธรรมด๊าธรรมดา ไม่ต้องไปคาดหวังการผจญภัยแบบ Indiana Jones หรือพวก National Treasure เพราะเรื่องนี้ทุกอย่างมันคือปริศนาง่ายๆ แก้ไม่ยาก

แต่ความสนุกของเรื่องนี้มันอยู่ที่ตัว Dora นั่นแหละ ที่ทั้งเรื่องเธอแทบจะยิ้มตลอดเวลา ต้องชื่นชมเลยว่า Isabela Moner รับบท Dora ได้น่ารัก มีเสน่ห์ และสดใสจริงๆ หนังล้อความเป็น Dora แบบสุดๆ กับการที่ให้คนดูพูดตามสิ่งต่างๆ ที่เธอเจอสร้างความบันเทิงและเสียงหัวเราะได้ดีเลยทีเดียว

ส่วนพาร์ทที่เราชอบที่สุดไม่ใช่การผจญภัย แต่กลับเป็นพาร์ทในโรงเรียน ที่ Dora ดันต้องไปเรียนหนังสือและปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมของโรงเรียนที่สุดแสนจะอันตรายกว่าป่าเสียอีก ถึงแม้หนังจะไม่ได้เน้นเรื่องราวเหล่านั้นเยอะ แต่ด้วยองค์ประกอบหลายๆ อย่างในพาร์ทนั้น มันทั้งสะท้อนสังคม ความเป็นตัวตน การใช้ชีวิตได้อย่างดี และบันเทิงในระดับที่น่าพอใจ

พล็อตเรื่องอะไรเดาง่าย เดาไม่ยากเลยแม้กระทั่งตัวร้าย เอาจริง ถึงแม้หนังจะขยี้ความเป็นการ์ตู๊นการ์ตูนดอร่าจัดเต็ม แต่กลับเป็นหนังผจญภัยปริศนาที่ดูสนุกเรื่องหนึ่งเลย โดยเฉพาะตอนท้าย แต่ก็นั่นแหละยังคงมีความกาวและมุขการ์ตูนเล็กน้อย ถ้าไม่ติดว่ามันออกโทนหนังเด็กเกินไปอ่ะนะ

คิดว่าทางผู้สร้างคงตั้งใจแต่แรกว่า ให้หนังจากการ์ตูนเด็กเรื่องนี้ ถ้าจะทำเป็นหนัง มันก็ควรไปให้สุดในทางของมันเลย ไม่จำเป็นต้องเน้นสมจริงสมจังอะไรมาก
อารมณ์เหมือนดู ดอร่า เดอะมูฟวี่ตอนพิเศษ แต่เป็น Live Action อีกทีด้วย ประมาณนั้น
หนังจบลงตัวไม่ต้องกลัวว่ามีภาคต่อ.. ถ้ากระแสดีคงมีแน่ๆ

สรุป มันก็คือหนังผจญภัยสำหรับเด็กๆ ที่เนื้อเรื่องสุดแสนจะธรรมดา เรื่อยๆ เพลินๆ แต่มันก็สนุก บันเทิงดีเหมือนกันนะ บันเทิงกว่าที่คิดเยอะเลย จะไปดูคลายเครียด หรือพาลูกพาหลานไป น่าจะโดนใจน้องๆ หนูๆ แน่นอน

 

ดูหนังออนไลน์ Dora and the Lost City of Gold

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *